ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Public Cloud กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักขององค์กรยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นระบบงานภายใน แอปพลิเคชันลูกค้า ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AI และ Data Analytics
ขณะเดียวกัน ภาพรวมของตลาด Public Cloud ในประเทศไทยก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ต้องพึ่งพา Region ต่างประเทศ วันนี้ผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกเริ่มเข้ามาตั้ง Data Center ในไทยอย่างจริงจัง
แต่คำถามสำคัญคือการเลือกใช้ Public Cloud วันนี้ ควรพิจารณาแค่ฟีเจอร์และราคาเพียงพอแล้วหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่อีกต่อไป เพราะสิ่งที่องค์กรต้องคำนึงถึงมากขึ้น คือเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA และการควบคุมข้อมูลขององค์กรเอง (Data Sovereignty) ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพและต้นทุน
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่
- Public Cloud คืออะไร
- ผู้ให้บริการ Public Cloud รายสำคัญในประเทศไทยมีเจ้าไหนบ้าง
- ประเด็น Data Residency, Data Sovereignty และ PDPA ที่องค์กรต้องคำนึงถึง
- แนวทางเลือก Cloud ให้ “ปลอดภัย ใช้งานได้จริง และยั่งยืนในระยะยาว”
- เทรนด์ Public Cloud อนาคตจาก Gartner

Public Cloud คืออะไร?
Public Cloud คือบริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่เปิดให้หลายองค์กรใช้งานร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแล Data Center, Server, Storage, Network และระบบความปลอดภัยทั้งหมด
องค์กรสามารถเช่าใช้ทรัพยากรตามต้องการ จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go) โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบเอง
ข้อดีของ Public Cloud ได้แก่
- ลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น
- ขยายระบบได้รวดเร็ว
- รองรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Big Data, DevOps
- มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำขึ้น Cloud มากขึ้น ประเด็นเรื่อง ที่ตั้งของข้อมูล และใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูลจริง ๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมองค์กรต้องสนใจ Data Residency และ Data Sovereignty
หลายองค์กรเข้าใจว่า “ถ้า Public Cloud มี Region อยู่ในประเทศไทย ข้อมูลก็ปลอดภัยและอยู่ภายใต้กฎหมายไทยแล้ว” แต่ในความเป็นจริง Data Residency และ Data Sovereignty เป็นคนละเรื่องกัน
- Data Residency คือ ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่ประเทศใด
- Data Sovereignty คือ ข้อมูลอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด และใครมีอำนาจควบคุมข้อมูลนั้น
แม้ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในประเทศไทย แต่หากผู้ให้บริการ Cloud เป็นบริษัทต่างชาติ
ข้อมูลนั้นอาจยังอยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายของประเทศต้นทางของผู้ให้บริการ เช่น กฎหมายสหรัฐฯ หรือกฎหมายความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ
นอกจากนี้ ในการให้บริการจริง ยังมีประเด็นที่องค์กรต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
- ใครสามารถเข้าถึงระบบหรือข้อมูลได้จากต่างประเทศ
- ทีม Support หรือผู้ดูแลระบบเป็นใคร และอยู่ที่ใด
- มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์หรือมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ Public Cloud วันนี้ไม่ควรมองแค่ราคาและประสิทธิภาพ แต่ต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยของข้อมูล การปฏิบัติตาม PDPA และอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ให้บริการ Public Cloud รายหลักในประเทศไทย
ปัจจุบันผู้ให้บริการ Public Cloud รายใหญ่ต่างเข้ามาลงทุนและขยายโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรมีตัวเลือกมากขึ้นทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของข้อมูล
และจะพาไปรู้จักผู้ให้บริการรายหลัก พร้อมภาพรวมจุดเด่นและความพร้อมในการให้บริการในไทย เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือก Cloud ได้เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด
1 Amazon Web Services (AWS)
AWS เป็นผู้ให้บริการ Public Cloud รายใหญ่ที่สุดของโลก และปัจจุบันได้เปิดAWS Region ประเทศไทย (Asia Pacific – Bangkok) อย่างเป็นทางการ
จุดเด่น
- บริการครอบคลุมมากที่สุดในตลาด
- Latency ต่ำ เหมาะกับระบบที่ต้องการความเร็วสูง เช่น Banking, Real-time Application
- มี 3 Availability Zones รองรับงานระดับ Mission Critical
ข้อควรพิจารณา
- โครงสร้างราคาซับซ้อน ต้องออกแบบระบบให้ดีเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
- บริษัทแม่เป็นสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย US CLOUD Act
2 Microsoft Azure
Microsoft Azure เป็น Cloud ที่ได้รับความนิยมสูงในองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้งาน Microsoft Ecosystem อยู่แล้ว
จุดเด่น
- ทำงานร่วมกับ Windows Server, Active Directory และ Microsoft 365 ได้ดี
- มีความแข็งแกร่งด้าน Hybrid Cloud
- โดดเด่นด้าน AI และ Copilot สำหรับงานองค์กร
ข้อควรพิจารณา
- Region ไทยยังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดให้บริการ
- การใช้งานปัจจุบันยังต้องพึ่งพา Region ต่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึง PDPA
3 Google Cloud Platform (GCP)
GCP โดดเด่นด้าน Data และ AI โดยเฉพาะงาน Analytics และ Machine Learning
จุดเด่น
- เครื่องมือด้าน Data Analytics เช่น BigQuery
- เป็นผู้พัฒนา Kubernetes ทำให้รองรับ Cloud-Native ได้ดี
- เหมาะกับองค์กรที่เน้น Data-driven และ AI
ข้อควรพิจารณา
- Region ไทยยังไม่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
- เหมาะกับทีมที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Cloud ระดับหนึ่ง
4 Oracle Cloud Infrastructure (OCI) – Oracle Alloy บน AIS Cloud
OCI ในประเทศไทยให้บริการผ่านโมเดลOracle Alloy โดยมีAIS เป็นผู้ดูแลระบบ (Operator)
จุดเด่น
- ผู้ให้บริการและผู้ควบคุมระบบเป็นนิติบุคคลไทย
- ลดความเสี่ยงด้าน Data Sovereignty ได้ชัดเจน
- เหมาะกับงาน Database โดยเฉพาะ Oracle Database
ข้อควรพิจารณา
- รูปแบบการให้บริการแตกต่างจาก OCI Global เล็กน้อย
- เหมาะกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับกฎหมายและความมั่นคงของข้อมูลเป็นหลัก
5 Huawei Cloud
Huawei Cloud เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่มี Region ในไทยมาอย่างยาวนาน
จุดเด่น
- มีหลาย Availability Zones ในประเทศไทย
- ทีม Support ภาษาไทย และคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินบาท
- ออกแบบมาให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานไทยและ PDPA
ข้อควรพิจารณา
- Ecosystem บางส่วนอาจไม่หลากหลายเท่าฝั่งตะวันตก
- เหมาะกับองค์กรที่ต้องการควบคุมงบประมาณและการปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศ

เลือก Public Cloud อย่างไรให้ปลอดภัยและยั่งยืน
1 แยกประเภทข้อมูลให้ชัดเจน (Data Classification)
- ข้อมูลทั่วไป: ใช้ Public Cloud ได้ตามความเหมาะสม
- ข้อมูลส่วนบุคคล / ข้อมูลสำคัญ: ใช้ Region ไทย และเข้ารหัสข้อมูล
- ข้อมูลระดับความมั่นคง: ใช้ Sovereign Cloud หรือระบบที่ควบคุมโดยนิติบุคคลไทย
2 ถือกุญแจเข้ารหัสข้อมูลด้วยตัวเอง (BYOK)
การใช้ Customer-Managed Keys ช่วยให้องค์กรยังคงควบคุมข้อมูลได้ แม้จะใช้ Cloud จากผู้ให้บริการภายนอก
3 วางแผน Exit Strategy ตั้งแต่ต้น
- ลดการพึ่งพาบริการเฉพาะของ Cloud รายใดรายหนึ่ง
- เลือกเทคโนโลยีที่เป็น Open Standard
- เพื่อให้สามารถย้ายระบบได้ในอนาคตหากจำเป็น

เทรนด์ Public Cloud อนาคตจาก Gartner ปี 2026
อ้างอิงจากรายงาน Gartner Top Strategic Technology Trends 2026 ทิศทางของ Public Cloud กำลังเปลี่ยนจาก “โครงสร้างพื้นฐาน IT” ไปสู่ “แพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์” ที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
1 จาก Public Cloud ทั่วไป สู่ “AI Supercomputing Platforms”
เทรนด์:
Public Cloud จะกลายเป็นศูนย์กลางของพลังประมวลผล AI (AI Compute) ไม่ว่าจะเป็น GPU, TPU หรือ AI Accelerator ขั้นสูง
ผลกระทบต่อองค์กร:
- AWS (UltraClusters) และ Google Cloud (TPU) จะเป็นตัวเลือกหลักสำหรับงาน AI Training และ Generative AI ขนาดใหญ่
องค์กรที่ทำ AI, Data Analytics และ Machine Learning จะต้องเลือก Cloud ที่รองรับ AI-native ตั้งแต่ระดับ Infrastructure
2 จาก AI ตัวเดียว สู่ “Multiagent Systems”
เทรนด์:
ยุคของ AI ตัวเดียวจบกำลังสิ้นสุด Gartner ชี้ว่าองค์กรจะเข้าสู่ยุค Multiagent Systems ที่ AI หลายตัวทำงานร่วมกัน เช่น วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และดำเนินการแบบอัตโนมัติ
ผลกระทบต่อองค์กร:
- Cloud Platform ต้องมี Ecosystem ที่รองรับการเชื่อมต่อของ AI Agent
- Microsoft Azure และ Copilot Studio จะได้เปรียบในองค์กรที่ต้องการ AI เพื่อการทำงานจริง (Operational AI)
3 จาก Sovereign Cloud สู่แนวคิด “Geopatriation”
เทรนด์สำคัญที่สุดด้านข้อมูล:
Gartner ใช้คำว่า Geopatriation เพื่ออธิบายแนวโน้มที่องค์กรดึงข้อมูลและ Workload กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศตนเอง
สาเหตุหลักมาจาก
- ความเสี่ยงด้าน กฎหมายข้ามชาติ
- ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
- ความเข้มงวดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูล เช่น PDPA
ผลกระทบต่อองค์กรในไทย:
- โมเดลอย่าง Oracle Alloy (AIS Cloud) และ Local Cloud ที่ดำเนินการโดยนิติบุคคลไทย จะได้รับความนิยมมากขึ้น
- องค์กรยอมลงทุนสูงขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นใจว่า “ข้อมูลไม่ถูกควบคุมจากต่างประเทศ”

ก้าวต่อไปของการใช้ Public Cloud อย่างปลอดภัย
การย้ายระบบขึ้น Cloud (Cloud Migration) ที่ดี ต้องคำนึงถึง
- ความปลอดภัยของข้อมูล
- การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA
- ความสามารถในการย้ายออก (Exit Strategy)
- และความยั่งยืนในระยะยาว
ซึ่งทั้งหมดนี้ คือจุดที่ การออกแบบ Cloud Architecture ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง
บทสรุป: เลือก Public Cloud ให้เหมาะกับองค์กร
การเลือกใช้ Public Cloud ไม่มีคำตอบตายตัว
แต่ควรเลือกให้สอดคล้องกับ ลักษณะข้อมูล ระบบงาน และระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้
แนวทางเลือก Cloud ตามเป้าหมายองค์กร
- เน้นนวัตกรรม & Ecosystem ระดับโลก: ใช้AWS (Thailand) หรือ Google Cloud
เหมาะกับ: Tech Company, Startup, Digital Platform, AI-driven Business - เน้น Microsoft Ecosystem & งานองค์กร: ใช้Microsoft Azure
เหมาะกับ: องค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้ Microsoft 365, Windows Server และต้องการต่อยอด AI Copilot - เน้น Data Sovereignty และกฎหมายไทยเป็นหลัก: ใช้Oracle Alloy (AIS Cloud)
เหมาะกับ: ภาครัฐ, การเงิน, ธนาคาร, ข้อมูลสำคัญระดับประเทศ - เน้นความคุ้มค่าและ Local Compliance: ใช้Huawei Cloud
เหมาะกับ: องค์กรที่ต้องการควบคุมงบประมาณ และต้องการทีม Support ในประเทศ
ไม่ว่าองค์กรจะเลือกใช้ Cloud ค่ายใด สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “ใช้เจ้าไหน” แต่คือ องค์กรต้องควบคุมข้อมูลและกุญแจเข้ารหัสด้วยตัวเอง
เพราะแม้จะจ้าง Cloud Provider ดูแลระบบได้ความรับผิดชอบด้านข้อมูล ยังคงเป็นขององค์กร 100%
ดังนั้น การย้ายระบบขึ้น Cloud ที่ดี ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย PDPA แผนย้ายออก และความยั่งยืนในระยะยาวซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจาก การออกแบบ Cloud Architecture ที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
เกี่ยวกับ Sirisoft
Sirisoft ผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้ DevOps Culture เป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนาและดูแลลูกค้าในรูปแบบสมัยใหม่ และให้บริการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices ในการพัฒนา พร้อมด้วยศักยภาพในการทำงาน และการบริหารบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน High Code พร้อมให้บริการด้านเทคโนโลยีแบบ end-to-end ในเรื่องของ Infrastructure Optimization และ Cyber Security ไปจนถึง Digital Transformation ที่จะช่วยออกแบบซอฟต์แวร์และโครงสร้างระบบไอทีหลังบ้านคุณให้ตอบโจทย์ธุรกิจ เติบโตได้ไว ขยายได้ทันในทุกโอกาสของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว



