รวมพลัง VM และ Container ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ด้วย Red Hat OpenShift Virtualization

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวเร็ว และบริหารจัดการได้ง่าย
ทั้ง Virtual Machines (VMs) และ Containers เพื่อรองรับธุรกิจที่ต้อง “พร้อมใช้งานตลอดเวลา” และพร้อม “ขยายตัวอย่างรวดเร็ว”

หนึ่งในโซลูชันที่ตอบโจทย์ที่สุดในปัจจุบัน คือ Red Hat OpenShift Virtualization ซึ่ง Sirisoft มีความเชี่ยวชาญในการวางระบบ
และให้คำปรึกษาแบบครบวงจร

ทำความรู้จักกับ Red Hat OpenShift Virtualization

Red Hat OpenShift Virtualization (ก่อนหน้านี้รู้จักในชื่อ OpenShift Container Storage KubeVirt)
เป็นฟีเจอร์ที่รวมการรัน Virtual Machines ไว้ใน Kubernetes cluster ทำให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการ VM
ในรูปแบบ containerized workloads ได้โดยตรงผ่าน OpenShift platform

แทนที่จะต้องแยกระบบจัดการ VM และ Container ออกจากกัน องค์กรสามารถใช้ Kubernetes-native tools
ในการจัดการทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวให้กับทีม DevOps และ Infrastructure อย่างมาก

ทำไมองค์กรต้องสนใจ OpenShift Virtualization?

1. ลดต้นทุนและความซับซ้อนในการบริหาร IT
ในอดีต การบริหารจัดการ VM และ Container ต้องใช้เครื่องมือแยกกัน ส่งผลให้เกิด overhead และความซับซ้อน
ทางด้านการดูแลรักษา OpenShift Virtualization ช่วยลดปัญหานี้ด้วยการนำ VM ไปรันใน Kubernetes โดยตรง
ผู้ดูแลระบบจึงสามารถใช้เครื่องมือ Kubernetes เดียวกันในการควบคุมทั้ง VM และ Container ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ย้าย VM แบบดั้งเดิมได้ง่ายด้วย Migration Toolkit
การย้าย VM แบบดั้งเดิมไปยัง containerized environment หรือระบบคลาวด์เป็นเรื่องยุ่งยาก OpenShift Virtualization
มาพร้อมกับเครื่องมือ Migration Toolkit ที่ช่วยแปลงและย้าย VM แบบอัตโนมัติ ลดความเสี่ยง และลด downtime ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

3. รองรับ Hybrid Cloud และ Multi Cloud ได้เต็มรูปแบบ
องค์กรยุคใหม่ต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น on-premise, private cloud
หรือ public cloud OpenShift Virtualization รองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้อย่างราบรื่น
ทำให้สามารถบริหารจัดการ workload ได้แบบรวมศูนย์

4. รองรับการใช้งานระบบ IT ที่ต้องการความปลอดภัยสูง
OpenShift Virtualization ใช้ security model เดียวกับ OpenShift เช่น Role-Based Access Control (RBAC), NetworkPolicy
รวมถึงการแยกเครือข่าย VM ได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัสและนโยบายการป้องกันข้อมูลระดับองค์กร

5. ผสานเข้ากับ DevOps และ CI/CD ได้อย่างสมบูรณ์
สามารถเขียน Pipeline สำหรับทั้ง VM และ Container ได้ในระบบเดียว ช่วยเร่งนวัตกรรมและลดเวลาส่งมอบ (Time-to-Market)


ฟีเจอร์เด่นที่เหนือกว่า
Virtualization ทั่วไป

1. Live Migration — ย้าย VM แบบไม่สะดุด
สามารถย้าย VM ที่รันอยู่จากโหนดหนึ่งไปยังอีกโหนดหนึ่งได้แบบไร้ downtime ช่วยให้ระบบพร้อมใช้งานตลอดเวลา
เหมาะกับงานที่ต้องมีความต่อเนื่องสูง เช่น ฐานข้อมูลหรือบริการสำคัญ

2. Snapshot & Cloning — สำรองและโคลน VM ได้ง่าย
สร้าง snapshot ขณะ VM ทำงาน (hot) หรือหยุด (cold) ผ่าน UI หรือ CLI ได้สะดวก ช่วยให้ย้อนคืนสถานะหรือทดสอบระบบใหม่ได้เร็ว

3. User-Defined Networks (UDN) & VM Networking
รองรับเครือข่ายเฉพาะ VM ด้วย Multus CNI, static IP, SR-IOV และ BGP segmentation ช่วยให้วางแผน network topology
ได้อย่างละเอียด

4. Storage Live Migration — ย้ายดิสก์ VM ขณะรันได้
ในรุ่น 4.18 อยู่ใน stage preview รองรับการย้าย storage class หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล ระหว่าง VM ทำงานโดยไม่หยุดให้บริการ

5. Memory Hotplug & Safe Overcommit
เพิ่ม/ลด RAM ให้ VM ได้โดยไม่ต้องรีสตาร์ท และสามารถ oversubscribe memory เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของ workload อย่างปลอดภัย

6. VM Observability & Admin Dashboard
มีแดชบอร์ดเฉพาะช่วยดู metric, logs และ probe ต่าง ๆ ช่วยให้ทีมดูแลระบบเห็นภาพรวมและตรวจสอบได้ชัดเจนมากขึ้น

7. Integration กับ Migration & Automation Tools
เชื่อมต่อกับ Migration Toolkit & Ansible Automation Platform ช่วยย้าย VM ได้เป็นชุด ลดงาน manual ลงอย่างมาก

ความท้าทายและสิ่งที่ต้องพิจารณา

แม้ว่า OpenShift Virtualization จะนำเสนอประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องพิจารณา:

  • Learning Curve: แม้จะช่วยรวมศูนย์ แต่ทีมงานยังคงต้องมีความเข้าใจในหลักการของ Kubernetes และ KubeVirt
  • ประสิทธิภาพ: การรัน VM บน Kubernetes อาจมี Overhead เล็กน้อยเมื่อเทียบกับการรันบน Hypervisor โดยตรง
    ในบางกรณีที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด
  • ความซับซ้อนของ Network: การจัดการ Network สำหรับ VM ในสภาพแวดล้อม Kubernetes อาจต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ
  • การสนับสนุน Hardware: ต้องแน่ใจว่า Hardware ที่ใช้รองรับความต้องการของ OpenShift และ KubeVirt อย่างเต็มที่

ตัวอย่างการนำไปใช้จริง (Case Studies)

Orange (ผู้ให้บริการโทรคมนาคมระดับโลก)
Orange ใช้ OpenShift Virtualization เพื่อรัน workload ที่หลากหลาย ตั้งแต่ legacy application บน VM
ไปจนถึง microservices container โดยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มความคล่องตัวในการ deploy (Red Hat Blog)

B2 Impact (บริษัทไอทีจากยุโรป)
หลังจากใช้ OpenShift Virtualization ลดจำนวน VM จาก 400 เหลือ 150 และลดเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงได้เกินครึ่ง
โดยยังคงประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ (Red Hat Case Studies)

อนาคตของ Data Center กับ Red Hat OpenShift Virtualization

Red Hat OpenShift Virtualization เป็นมากกว่าแค่การรวมเทคโนโลยี แต่เป็นการนำเสนอแนวทางที่ยืดหยุ่น
และมีประสิทธิภาพสำหรับอนาคตของ Data Center องค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง VM และคอนเทนเนอร์อีกต่อไป
แต่สามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของทั้งสองโลกบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ด้วยการผสานรวมนี้ องค์กรจะสามารถ
เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปรับปรุงการใช้ทรัพยากร และสร้างสภาพแวดล้อมที่คล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการ
ของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในอนาคต เราจะได้เห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นที่ใช้ Red Hat OpenShift Virtualization เป็นรากฐานในการสร้าง Data Center
แบบ Hybrid Cloud ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับภาระงานทุกประเภท ตั้งแต่แอปพลิเคชันดั้งเดิมไปจนถึงบริการคลาวด์เนทีฟที่ล้ำสมัยที่สุด

บทสรุป

Red Hat OpenShift Virtualization เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับองค์กรที่ต้องการผสานการใช้งาน VM และ Container
เข้าด้วยกันในแพลตฟอร์ม Kubernetes เดียวกัน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และรองรับ Hybrid Cloud ได้อย่างยืดหยุ่น
ทั้งยังสามารถผสานการทำงานกับ DevOps Pipeline และระบบความปลอดภัยระดับองค์กรได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่จะช่วยให้องค์กรก้าวสู่ยุคใหม่ของ IT Infrastructure พร้อมลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
Red Hat OpenShift Virtualization คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม

ขอบคุณแหล่งอ้างอิง :

Red Hat OpenShift Virtualization
Red Hat Blog: Success Stories
Red Hat Developers

เกี่ยวกับ Sirisoft
Sirisoft ผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้ DevOps Culture เป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนา
และดูแลลูกค้าในรูปแบบสมัยใหม่ และให้บริการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices
ในการพัฒนา พร้อมด้วยศักยภาพในการทำงาน และการบริหารบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน High Code
พร้อมให้บริการด้านเทคโนโลยีแบบ end-to-end ในเรื่องของ Infrastructure Optimization และ Cyber Security
ไปจนถึง Digital Transformation ที่จะช่วยออกแบบซอฟต์แวร์และโครงสร้างระบบไอทีหลังบ้านคุณให้ตอบโจทย์ธุรกิจ
เติบโตได้ไว ขยายได้ทันในทุกโอกาสของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว